ความคิดเห็นเกี่ยวกับเทคโนโลยีศรรษวรรคที่ 21 เทคโนโนยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ เช่น เทคนิคการแพทย์
เครื่องติดต่อสื่อสาร อิเลกทรอนิก เป็นต้น อาจารย์ควรจะต้องปรับแนวทางการเรียนการสอนจะต้องทำให้เด็กรักที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต
และมีเป้าหมายในการสอนที่จะทำให้เด็กมีทักษะชีวิต ทักษะการคิด
และทักษะด้านไอที ทำให้เด็กเกิดจากการฝึกฝน
อาจารย์ควรจะต้องให้เด็กได้มีโอกาสทดลองด้วยตนเอง เช่น
ให้เด็กนักศึกษาออกไปสอนให้อาจารย์นั่งฟังเด็กสอน ต้องสร้างให้เขาเข้าใจ ปัจจุบัน
ต้องหัดให้เด็กตั้งคำถามเอง
เขาจะได้เข้าใจและกล้าแสดงออกมีความคิดที่แลกเปลี่ยนกัน
ต้องทำตั้งแต่เรื่องของหลักสูตรจนมาปฏิบัติการเรียนการสอน
ต้องการที่กระตุ้นนักศึกษาได้ อาจารย์ต้องให้เด็กกล้าแสดงออก อาจารย์ต้องต้องเปลี่ยนจากการแลกเชอร์ให้ห้องมาสร้างวีดีโอเพื่อให้นักศึกษากลับมาดูด้วยตนเองได้
เพราะเวลาเรียนในห้องนักศึกษาอาจจดจำหรือไม่เข้าใจในสิ่งที่อาจารย์สอน
อาจไม่กล้าถาม นักศึกษายังกลับมาดูวีดีโอย้อนหลังได้
ต้องหัดพูดภาษาอังกฤษให้นักศึกษาได้ฟัง
ถ้าอาจารย์ไม่กล้าที่จะพูดหน้าห้องควรใช้วิธีถ่ายวีดีโอ ถ้าสร้างวีดีโอขึ้นมานักศึกษายังกลับมาวนดูซ้ำแล้วซ้ำอีกได้
อาจจะสร้างคำถามท้ายบทเพื่อให้นักศึกษาตอบ
อาจจะต้องส่งการบ้านต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนคนอื่นในห้องด้วย
อาจารย์ต้องติวต้องทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับนักศึกษา
เพราะอาจจะทำให้จดจำและสนุกในการเรียนมากกว่าการมาพูดหน้าห้อง อ่านตามสไลด์แล้วให้นักศึกษาฟัง
การสอนแบบนี้ทำให้นักศึกษาน่าเบื่อ ต้องสร้างให้เด็กคุ้นกับเรื่องแบบนี้
เราออาจจะไม่สามารถสร้างวีดีโอตลอดทั้งคลาสได้
แต่เราสามารถเลือกคลาสที่คิดว่าจำเป็นสำคัญๆ เช่น วิธีการสอนให้เห็นภาพ
นักศึกษาจะเข้าใจมากกว่า
เพราะยุคนี้นักศึกษาเล่นอินแตอร์เน็ตตลอดเวลามากกว่าอาจารย์ซะอีก
ต้องให้เด็กสามารถสัมผัสรูปแบบที่เป็นจริงเด็กจึงเกิดการเรียนรู้มากกว่าและสามารถอธิบายให้คนอื่นได้ฟังได้
อาจมีการแลกเชอร์และอาจสอนเพิ่มเติมอย่างน้อยเด็กก็ได้เรียนรู้มากขึ้น
มีหลายเว็บต่างๆที่อาจารย์ควรเข้าไปใช้เพื่อสอนนักศึกษา
เว็บต่างๆสามารถสร้างไฟล์เก็บไฟล์ต่างๆ
เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าไปศึกษาได้ด้วยตนเอง การสอนวีดีโอไม่จำเป็นต้องเอาวีดีโอของอาจารย์เอง
สามารถเอาวีดีโอของผู้อื่นมาใช้สอนนักศึกษาเองก็ได้ อาจารย์ควรสร้างไฟล์ที่นักศึกษาสามารถเข้ามาทำงาน
ทำกิจกรรมงานกลุ่ม งานเดี่ยว อาจารย์สามารถกำหนดเวลาได้ สมมุติ
อาจารย์หมดเวลาอาจารย์ก็สามารถปิด Edit ให้นักศึกษาไม่สามารถเขียนทำงานกันได้อีก
เดี๋ยวนี้อาจารย์สามารถสร้างเว็บต่างๆขึ้นมาได้ ให้นักศึกษาได้เรียนรู้ ปัจจุบันเด็กที่เข้ามาเรียนเป็นเด็กที่มีเจเนอเรชั้นใหม่มีกระบวนการคิดที่เขาคิดเป็นอิสระ
อยู่ในโลกไซเบอร์ เขาพร้อมที่จะไขว้คว้าหาความรู้เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่มหาลัยควรทำ
คือ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในมหาวิทยาลัยให้เด็กเข้าถึงได้โดยง่าย
นักศึกษาสามารถทำงานอยู่ที่บ้านตามโปรแกรมต่างๆที่นักศึกษามีได้
เพียงแค่นัดเวลากันทำ เพราะถ้าจะให้นักศึกษาทุกคนยกโน๊ตบุ๊คขึ้นมาคงเป็นไปไม่ได้ ถ้าเปลี่ยนมาใช้วิธีนี้น่าจะดีกว่า
ทำไมเด็กนักศึกษาด้อยภาษาอังกฤษ อาจารย์ก็ควรเปลี่ยนแนวความคิดในการสอนใหม่ๆ
ไม่จำเป็นต้องเรียนกับครูต่างชาติ เราต้องเริ่มจากการเปลี่ยนสื่อหรือเครื่องมือในการสอน
สามารถเอาวีดีโอมาสอนได้ ทำให้นักศึกษาสามารถ พูด อ่าน เขียน ได้มากขึ้น
โดยไม่ต้องมานั่งเรียน ทำให้มีประสบการณ์ชีวิตในตนเองมากขึ้น
เพราะสิ่งที่เรียนในห้องเรียน ถ้าไม่ได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันบ่อยๆ นักศึกษาจะลืม
อาจารย์ควรหันมาสอนภาษาอังกฤษเป็นบางครั้งบางคราวในช่วงเวลา
ให้เด็กเกิดการกระตือรือร้นตั้งใจฟังในสิ่งที่เราสอนเพราะถ้าสอนภาษาไทยอย่างเดี่ยวถ้าจะให้เด็กไม่ตื่นเต้น
ตื่นตัว เราจึงควรนำภาษาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
มหาลัยควรมีการสอบภาษาทุกคนควรมีการวัดว่าตนเองอยู่ในประสิทธิภาพอย่างไร
ควรมีการทดสอบนักศึกษาเพื่อต้องจบการศึกษา ควรบังคับให้นักศึกษาทำการทดสอบ
ทั้งคอมพิวเตอร์ ทั้งภาษา เพราะถ้าใช้ในชีวิตประจำวันในการทำงาน
หันกลับมาเรื่องวีดีโดมีหลายโปรแกรมมาก นักศึกษาสามารถ โต้ตอบ และกดพูดตามได้เลย เดี่ยวนี้วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไป
อาจารย์ควรหันมาใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนให้มากยิ่งขึ้นเพื่อให้เด็กเกิดการพัฒนาก้าวหน้า
ดังนั้น
การให้การศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 ต้องเปลี่ยนแปลงทัศนะจากกระบวนทัศน์แบบดั้งเดิม ไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่
ที่ให้โลกของนักเรียนและโลกความเป็นจริงเป็นศูนย์กลางของกระบวนการเรียนรู้
เป็นการเรียนรู้ที่ไปไกลกว่าการได้รับความรู้แบบง่ายๆ
ไปสู่การเน้นพัฒนาทักษะและทัศนคติ — ทักษะการคิด ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะองค์การ
ทัศนคติเชิงบวก ความเคารพตนเอง นวัตกรรม ความสร้างสรรค์ ทักษะการสื่อสาร
ทักษะและค่านิยมทางเทคโนโลยี ความเชื่อมั่นตนเอง ความยืดหยุ่น การจูงใจตนเอง
และความตระหนักในสภาพแวดล้อม และเหนืออื่นใด คือ
ความสามารถใช้ความรู้อย่างสร้างสรรค์
ถือเป็นทักษะที่สำคัญจำเป็นสำหรับการเป็นนักเรียนในศตวรรษที่ 21 ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายในการที่จะพัฒนาเรียนเพื่ออนาคต ให้นักเรียนมีทักษะ ทัศนคติ ค่านิยม และบุคลิกภาพส่วนบุคคล
เพื่อเผชิญกับอนาคตด้วยภาพในทางบวก ที่มีทั้งความสำเร็จและมีความสุข
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสาระสนเทศเพื่อการศึกษา
วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
แข่งเขียนโปรแกรมระดับชาติ
แม้จะรับรู้กันว่า วิชาเขียนโปรแกรมนั้นเริ่มสอนกันมาตั้งแต่ในระดับมหาวิทยาลัย แต่แท้จริง มีการเรียนการสอนกันมาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา และไม่ใช่เพียงแต่มีการเรียนการสอนเท่านั้น แต่ยังเปิดแข่งขันในระดับประเทศมาเกือบสิบปีแล้วด้วย โดยการแข่งขันสำหรับปีนี้ ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันร่วมกับโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย และเป็นโอกาสอันดีที่คอลัมน์ 1001 ในวันนี้ได้ไปพูดคุยกับ อ.ดร.เด่นดวง ประดับสุวรรณ หัวหน้าภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักในปีนี้
ที่มาของการแข่งขันในครั้งนี้
การแข่งขันครั้งนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า การแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 9 เป็นความร่วมมือกันระหว่าง มูลนิธิ สอวน. (มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธาน ร่วมกับโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย และภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งการแข่งขันเขียนโปรแกรมระดับชาตินี้ แข่งขันต่อเนื่องกันมาครั้งนี้เป็นครั้งที่ 9 มีจุดมุ่งหมายเพื่อคัดเลือกนักเรียนจากค่ายที่นักเรียนรู้จักกันในชื่อ ค่าย สอวน. หรือค่ายเตรียมความพร้อมของนักเรียนในการเขียนโปรแกรม เพื่อคัดเลือกเอาสุดยอด 4 นักเรียนไทย เป็นตัวแทนไปแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกในระดับนานาชาติ ต่อไป
ค่าย สอวน. ที่อาจารย์พูดถึง เป็นค่ายอะไร จัดที่ไหนบ้าง
เหมือนกับชื่อค่ายครับ คือ เป็นค่ายที่จัดโดย มูลนิธิ สอวน. แต่เนื่องจากการเรียนการสอนเขียนโปรแกรมส่วนใหญ่จะเริ่มกันในระดับมหาวิทยาลัย ทำให้ในการเตรียมตัวนักเรียนเพื่อให้สามารถเขียนโปรแกรมให้เก่งได้ จึงต้องระดมบุคลากรในระดับมหาวิทยาลัยเข้ามาช่วยสอนนักเรียนที่มีความสามารถเหล่านี้ ซึ่งแต่ละโรงเรียนก็มีการเรียนการสอนเขียนโปรแกรมในระดับพื้นฐานอยู่แล้ว แต่ถ้าจะส่งไปแข่งขันในระดับนานาชาติ จะต้องใช้คณาจารย์ที่สอนวิชาที่เกี่ยวข้องกับการเขียนโปรแกรม และขั้นตอนวิธี หรือที่เรียกกันว่า อัลกอริทึม ในระดับมหาวิทยาลัยครับ
ค่าย สอวน.นี้มีกระจายอยู่ทั่วประเทศ ในปัจจุบันมีอยู่ 13 ศูนย์ในสถาบันการศึกษาทุกภูมิภาค ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยา ลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย
แต่กว่าที่นักเรียนจะผ่านด่านเข้ามายังค่าย สอวน. เหล่านี้ จะต้องผ่านการคัดเลือกมาก่อนอีกหนึ่งครั้งด้วยครับ จะเห็นได้ว่า นักเรียนที่เข้ามาแข่งขันในครั้งนี้ เป็นนักเรียนที่มีคุณภาพระดับต้น ๆ ของประเทศแล้วครับ
นักเรียนที่เข้ามาแข่งขันในครั้งนี้ เป็นใครบ้าง มีจำนวนเท่าไร
การแข่งขันในครั้งนี้ มีนักเรียนเข้าร่วมแข่งขันจำนวน 99 คน ศูนย์ สอวน. ละ 6 คน แต่จะมีนักเรียนจากศูนย์โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยอีก 18 คน รวม 90 คน รวมนักเรียนจากค่าย สสวท. อีก 9 คน ครับ
รูปแบบการแข่งขันเป็นอย่างไร
การแข่งขันจะมีสองวันครับ ใช้โจทย์วันละ 3 ข้อ ซึ่งโจทย์ทั้งหมดมีคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในสายวิชาคอมพิวเตอร์มาช่วยกันออกข้อสอบ ซึ่งนอกจากจะแข่งขันกันแล้ว ยังมีการพานักเรียนไปทัศนศึกษาอีกด้วยครับ
สุดท้ายนี้ อาจารย์อยากจะฝากอะไรถึงท่านผู้อ่านบ้าง
การแข่งขันในครั้งนี้เป็นการคัดเลือกตัวแทนนักเรียนที่จะเข้าสู่ค่ายเตรียมตัวเพื่อเข้าแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระดับนานาชาติต่อไป ซึ่งนักเรียนที่มาล้วนแล้วแต่มีความตั้งใจแน่วแน่ และผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี และภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการต้อนรับและดูแลนักเรียนเหล่านี้ ซึ่งจะเติบโตต่อไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์และการเขียนโปรแกรม ท้ายที่สุดนี้ ขอให้ท่าน ผู้อ่านที่สนใจคอยติดตามและเป็นกำลังใจให้เขาเหล่านี้ได้ที่ http://www.facebook.com/tu.toi.9th ขอบคุณครับ.
สุกรี สินธุภิญโญ
(sukree.s@chula.ac.th)
ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
(sukree.s@chula.ac.th)
ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชมพิพิฑภัณฑ์ผ่านแอพ iq@museums
...สร้างมิติใหม่ให้กับการชมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ไทย ด้วยเทคโนโลยี
กับแอพพลิเคชั่น “ไอคิวแอทมิวเซียม” (iQ@Museums) ที่ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการวิจัยและพัฒนาระบบนำชมอิเล็กทรอนิกส์สำหรับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ด้วยอุปกรณ์สมาร์ทโฟน
“ดร.พิชัย สนแจ้ง” ผู้อำนวยการ อพวช. บอกว่า การใช้โมบายแอพพลิเคชั่น กำลังได้รับความนิยมและขยายตัวอย่างรวดเร็ว อพวช.จึงร่วมมือกับเนคเทคพัฒนาเทคโนโลยีนำร่อง ที่ช่วยในการถ่ายทอดความรู้และสนับสนุนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จากชิ้นงานภายในพิพิธภัณฑ์ฯ ให้แก่เยาวชนและประชาชนกลุ่มเป้าหมาย
...ผ่านการใช้งานโทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ที่รองรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์…
โดยระบบดังกล่าว นอกจากจะช่วยในการเข้าถึงข้อมูลเพิ่มเติมที่นอกเหนือไปจากที่แสดงในนิทรรศการแล้วยังช่วยให้ อพวช. สามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เข้าชมเพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนาการให้บริการที่ดีขึ้นอีกด้วย
ด้าน “ดร.วิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช” นักวิจัยอาวุโส สวทช. ที่ปรึกษาโครงการวิจัยและพัฒนาระบบนำชมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จากชิ้นงานภายในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ บอกว่าระบบดังกล่าว เป็นโครงการนำร่องแรก ภายใต้ความร่วมมือระหว่างอพวช.และเนคเทค
เบื้องต้นพัฒนาระบบรองรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ซึ่งมีการใช้งานแพร่หลาย โดยเฉพาะกับโครงการแท็บเล็ตนักเรียน
สำหรับระบบที่พัฒนาขึ้นนี้ ดร.วิรัช บอกว่า แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนแอพพลิเคชั่นที่ให้ผู้เข้าชมใช้งาน และส่วนหลังบ้าน ที่ให้เจ้าหน้าที่ของอพวช.ใช้ในการบริหารจัดการเนื้อหาที่นำชม รวมถึงการเก็บข้อมูลสถิติต่าง ๆ
ทั้งนี้ในส่วนของผู้เข้าชม สามารถที่จะใช้งานได้ผ่านเว็บไซต์ หรือชมผ่านอุปกรณ์สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต
แค่ผู้สนใจ .. ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น iQ@Museums มาเก็บไว้ที่เครื่อง ซึ่งจะมีฟังก์ ชั่นสำคัญ ๆ ไว้บริการ
เริ่มตั้งแต่ฟังก์ชั่นแผนที่ ช่วยในการวางแผนการเดินทางมาอพวช. ฟังก์ชั่นปฏิทินกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ ของพิพิธภัณฑ์
และเมื่อผู้เข้าชมมาถึงพิพิธภัณฑ์ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในแต่ละชิ้นงาน ก็สามารถใช้ฟังก์ชั่นสแกนคิวอาร์โค้ด โดยใช้กล้องในสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ส่องไปยังคิวอาร์โค้ดที่ติดไว้ที่จุดนำชมเพื่อรับข้อมูลทั้งภาพและเสียงได้ทันที
นักวิจัยจากเนคเทค บอกว่า ปัจจุบันแอพพลิเคชั่น iQ@Museums ยังอยู่ในรุ่นสาธิต เพื่อทดสอบประสิทธิภาพในการใช้งาน โดยเปิดให้ทดสอบบริเวณนิทรรศการไฮไลต์ต่าง ๆ ภายในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ คลองห้า ปทุมธานี
หลังจากนี้จะมีการเก็บข้อมูล รับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าชม เพื่อนำไปปรับปรุงระบบให้สมบูรณ์ ก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ และขยายนำไปใช้งานกับพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ของ อพวช. รวมถึงพัฒนาให้รองรับระบบปฏิบัติการไอโอเอสต่อไป
และนี่ก็คือ อีกหนึ่งทางเลือกในการชมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ที่ง่ายและไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม.
นาตยา คชินทร
nattayap@daliynews.co.th
nattayap@daliynews.co.th
อินเตอร์เน็ต - ยูทูปเพื่อนที่แสนดี
“คุณใช้เวลาว่างทำอะไรกันบ้างคะ”….
ดิฉันเชื่อว่าคำตอบมีได้เป็นร้อยอย่าง เพราะคนเรามีความชอบต่างกันไป เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง หาของอร่อยรับประทาน เล่นดนตรี (วินโดว์) ชอปปิง ท่องเที่ยว ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ ทำอาหาร ทำขนม เย็บปักถักร้อย ซ่อมบ้าน ซ่อมรถ ต่อโมเดลต่าง ๆ เช่น เครื่องบินเล็ก หุ่นยนต์ หรือฟังธรรม จาระไนไม่หมดค่ะ
หลายคนอาจไม่เคยลองใช้อินเทอร์ เน็ตช่วยเติมเต็มสิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวถึง (และไม่ได้กล่าวถึง) ข้างต้น และสามารถทำได้โดย
ไม่ต้องเสียเวลาออกจากบ้านไปขวนขวายหาความรู้หรือหาข้อมูลเสียด้วย ดิฉันจะขอเล่าจากประสบการณ์ของตัวเองเป็นตัวอย่าง
งานอดิเรกของดิฉันหลากหลายมากและแปรเปลี่ยนตามปัจจัยต่าง ๆ ตั้งแต่ เงินในกระเป๋า โอกาส เวลาและอายุ พอมีวุฒิภาวะ (ก็คือมีอายุเพิ่มขึ้นนั่นแหละค่ะ) โลกเปลี่ยนไปเยอะ ยิ่งในยุคอินเทอร์เน็ตเฟื่องฟูอย่างทุกวันนี้ กิจกรรมที่ดิฉันสนใจหรือทำก็ทั้งเพิ่มขึ้นและเปลี่ยนไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น “การทำปุ๋ยอีเอ็ม” และ “การเลี้ยงไส้เดือน” เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีและกำจัดขยะชีวภาพ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่ดิฉันไม่เคยมองไม่เคยสนใจเอาเสียเลยในวัยเด็กหรือวัยรุ่น เช่น การเย็บปักถักร้อย ก็เกิดสนใจขึ้นมาในวัยนี้
การได้ลงมือทำสิ่งของด้วยมือของตนเองและเห็นผลงานเป็นชิ้นเป็นอันทำให้เกิดความรู้สึกภูมิใจ สบายใจและสุขใจมาก ทำแล้วสนุกเพลิดเพลินและรู้สึกหายเครียดจากงาน จากรถติด จากปัญหาอะไรหลายอย่างได้เยอะ เช่น “การเย็บจักร” ดิฉันเสาะหาเทคนิควิธีการเย็บผ้า การใช้ตีนผีจักรแบบต่าง ๆ การต่อผ้าเป็นลวดลาย การเย็บกระเป๋า ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน หมอนหนุนคอ ฯลฯ แต่การอ่านจากหนังสือบางทีก็งงนะคะเพราะนึกภาพไม่ออก แต่ถ้ามีวิดีโอคลิปประกอบก็จะช่วยให้เรียนรู้ได้ง่ายกว่ามาก ดิฉันอาศัย “ยูทูบ (Youtube)” ซึ่งช่วยได้มากค่ะเพราะมีคนใจดีเยอะแยะทำเป็นวิดีโอคลิปสอนและเก็บไว้ในยูทูบ
ตามมาด้วย “การถักนิตติ้ง” เมื่อตอนเริ่มต้นนั้น ก็แค่อยากทำของให้แม่ใช้ ดิฉันขอให้เพื่อนสอนถักปลอกสวมขาให้อุ่น (leg warmer) จากไหมพรมที่มีอยู่แล้วที่บ้าน แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความสนุกสนานที่ได้ทำได้เห็นชิ้นงาน ดิฉันก็เริ่มค้นหาต่อไปถึงวิธีการถักหมวก ผ้าพันคอ และสิ่งที่แม้แต่ตัวดิฉันเองก็คิดไม่ถึงว่าจะทำได้คือการถักถุงเท้า ดิฉันได้ถักถุงเท้า และอังสะถวายพระ (ตอนไปถามขนาดตัวของพระ พระท่านยังถามว่าจะทันได้ใช้หน้าหนาวนั้นหรือโยม) และทำเป็นของขวัญในโอกาสต่าง ๆ ได้อีก สำหรับกิจกรรมปัจจุบันนี้ของดิฉันคือ “การถักโครเชต์” เช่น การถักกระเป๋า ถักปกเสื้อ ถักผ้าห่ม เป็นต้น
อย่างที่บอกแต่ต้นค่ะ ดิฉันเรียนรู้เกือบทุกอย่างได้จากการท่องโลกอินเทอร์เน็ต ดิฉันจึงอยากชักชวนให้มาเรียนรู้จากอินเทอร์เน็ตกับยูทูบกัน ไม่น่าเชื่อนะคะว่าจากสถิติในเว็บของยูทูบ ระบุว่ามีผู้ใช้ที่ไม่ซ้ำกว่า 1 พันล้านรายเข้าชมยูทูบในแต่ละเดือน และในแต่ละเดือนมีผู้รับชมวิดีโอมากกว่า 6 พันล้านชั่วโมง ซึ่งเกือบจะเท่ากับหนึ่งชั่วโมงสำหรับทุก ๆ คนบนโลก
นอกจากนั้น ยูทูบได้รับการแปลเป็นภาษาท้องถิ่นถึง 61 ภาษาใน 56 ประเทศ แค่คุณรู้จักค้นหาด้วย keyword ทั้งไทย ทั้งอังกฤษ เช่น “ลายถักนิตติ้ง ผ้าพันคอ” หรือ “how to knit socks youtube” หรือ “how to raise worms” คุณจะพบแหล่งข้อมูลเยอะแยะมากมาย
ที่คุณจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อยขอยกตัวอย่างสักแหล่งหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้ดิฉันชอบถักนิตติ้งผ้าพันคอนะคะ ครูสอนก็สวย อธิบายง่าย ๆ แถมทำแล้วดูง่ายไปหมด (เกือบ)
ทุกอย่างเชียว http://verypink.com/ 2011/01/11/ida-neck-wrap/ แต่คุณไม่จำเป็นต้องซื้อของจากเขาก็ได้นะคะ และถ้าคุณคิดว่าคลิปนี้มันยังยากเกินไปสำหรับการเริ่มต้น ดิฉันขอให้ลองค้นหาวิดีโอคลิปอื่นที่เป็นพื้นฐานต่อไปเรื่อย ๆ ค่ะ
ทุกอย่างเชียว http://verypink.com/ 2011/01/11/ida-neck-wrap/ แต่คุณไม่จำเป็นต้องซื้อของจากเขาก็ได้นะคะ และถ้าคุณคิดว่าคลิปนี้มันยังยากเกินไปสำหรับการเริ่มต้น ดิฉันขอให้ลองค้นหาวิดีโอคลิปอื่นที่เป็นพื้นฐานต่อไปเรื่อย ๆ ค่ะ
ขอให้สนุกกับวันว่างนะคะ ถ้ามีคนชอบข้อเขียนเบา ๆ แบบนี้ คราวหน้าดิฉันจะมาคุยต่อค่ะ.
รศ.นงลักษณ์ โควาวิสารัช
ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อีเมล : nongluk.c@chula.ac.th
ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อีเมล : nongluk.c@chula.ac.th
อีโคไลท์เทคโนโลยีช่วยประหยัดและรักษ์โลกและฉลาดสุดๆ
อีโคไลท์เทคโนโลยีช่วยประหยัดและรักษ์โลกและฉลาดสุดๆ
วันอังคาร 30 กรกฎาคม 2556 เวลา 00:00 น.
ในยุคที่พลังงานเป็นสิ่งมีค่าและเริ่มขาดแคลนในบางช่วงเวลาเนื่องจากความต้องการใช้ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมมีมากขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจส่งผลให้ความตระหนักเรื่องการประหยัดพลังงานได้มีการพูดถึงอย่างกว้างขวาง
นวัตกรรมและเทคโนโลยีได้เริ่มเข้ามามีบทบาทเป็นตัวช่วยในการประหยัดพลังงานมากขึ้น และที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในปัจจุบันก็คือ เทคโนโลยี อีโค ไลท์ (Eco Light Technology) ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมประหยัดพลังงานด้านแสงสว่างที่เริ่มแพร่หลายและมีการนำมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ
อาจารย์กชกร วรอาคม ที่ปรึกษาด้านการออกแบบและสถาปัตยกรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมาหากพูดถึงนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม คือการจะทำอย่างไรให้ประหยัดและใช้น้อยที่สุด แต่ในปัจจุบันต้องคิดไปให้ไกลกว่านั้น ต้องคิดในเชิงระบบ การใช้ในคนที่มากกว่า 1 คน ไปจนถึงล้านคน ในฐานะนักออกแบบสามารถเขียนสเปกลงไปในแบบได้ว่าจะให้ประหยัดอย่างไรตั้งแต่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถออกแบบให้ประหยัดได้ โดยนักออกแบบต้องมองในเรื่องธรรมชาติและการใช้แสงในธรรมชาติให้ได้ศักยภาพมากที่สุดก่อน หากยังไม่เพียงพอก็ต้องเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพราะนวัตกรรมคือการนำเทคโนโลยีมาบวกเข้ากับการออกแบบ
นวัตกรรมและเทคโนโลยีได้เริ่มเข้ามามีบทบาทเป็นตัวช่วยในการประหยัดพลังงานมากขึ้น และที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในปัจจุบันก็คือ เทคโนโลยี อีโค ไลท์ (Eco Light Technology) ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมประหยัดพลังงานด้านแสงสว่างที่เริ่มแพร่หลายและมีการนำมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ
อาจารย์กชกร วรอาคม ที่ปรึกษาด้านการออกแบบและสถาปัตยกรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมาหากพูดถึงนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม คือการจะทำอย่างไรให้ประหยัดและใช้น้อยที่สุด แต่ในปัจจุบันต้องคิดไปให้ไกลกว่านั้น ต้องคิดในเชิงระบบ การใช้ในคนที่มากกว่า 1 คน ไปจนถึงล้านคน ในฐานะนักออกแบบสามารถเขียนสเปกลงไปในแบบได้ว่าจะให้ประหยัดอย่างไรตั้งแต่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถออกแบบให้ประหยัดได้ โดยนักออกแบบต้องมองในเรื่องธรรมชาติและการใช้แสงในธรรมชาติให้ได้ศักยภาพมากที่สุดก่อน หากยังไม่เพียงพอก็ต้องเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพราะนวัตกรรมคือการนำเทคโนโลยีมาบวกเข้ากับการออกแบบ
เทคโนโลยี อีโค ไลท์ ที่น่าสนใจในปัจจุบัน คือ หลอดประหยัดพลังงานแอลอีดี(LED) และหลอดโอแอลอีดี (OLED) ซึ่งนักออกแบบในต่างประเทศได้นำมาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมาได้ประมาณ 5 ปีแล้ว โดยหลอดแอลอีดี ช่วยให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าลดลงได้มากตั้งแต่ 15-70% เจ้าของกิจการสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ส่วนหลอดโอแอลอีดี เป็นพลาสติกเรืองแสงนาโนคล้ายแผ่นฟิล์มที่มีความโปร่งใส ให้แสงสีต่าง ๆ สามารถปรับโค้งงอได้ตามรูปแบบที่ต้องการเหมาะสำหรับการตกแต่งอาคารและสถานที่ต่าง ๆ
อาจารย์กชกร กล่าวต่อว่า ในอดีตหากพูดถึงหลอดไฟก็จะนึกถึงหลอดฟลูออเรสเซนต์ จากนั้นก็มาเป็นหลอดผอม จนปัจจุบัน คือหลอดแอลอีดี ซึ่งเมื่อ 2-3 ปีก่อนการแนะนำให้เจ้าของโครงการเปลี่ยนมาใช้หลอดแอลอีดี เป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากมีราคาสูง แต่ปัจจุบันราคาถูกลงตามความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเจ้าของโครงการหลาย ๆ รายเป็นผู้ระบุเองว่าต้องการใช้หลอดแอลอีดี เพราะความร้อนที่ออกมาจากหลอดน้อยมาก ลดการใช้ไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศ และอายุการใช้งานยาวนานถึง 11 ปี หรือ 1 แสนชั่วโมง
“การใช้หลอดแอลอีดีนอกจากการช่วยเรื่องประหยัดพลังงานแล้ว ยังช่วยสร้างบรรยากาศในการทำงาน โดยปัจจุบันองค์กรระดับโลกอย่างกูเกิลก็หันมาให้ความสำคัญกับไลท์ติ้ง ดีไซน์มากขึ้น สำหรับในประเทศไทยก็ถือว่าอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน มีหลาย ๆ องค์กรและหลายอาคารเปลี่ยนมาใช้หลอดแอลอีดี รวมถึงอาคารก่อสร้างใหม่ ๆ อย่างศูนย์การค้าสยามสแควร์ วัน หรือเอสคิว 1 ก็ได้ออกแบบให้ใช้หลอดแอลอีดีในส่วนของแลนด์สเคป หรือทางหน่วยงานของรัฐก็มีแผนเปลี่ยนมาใช้หลอดแอลอีดี อย่างเช่น อาคารศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ หรือ ตามถนนหลวงของกรมทางหลวงก็มีนโยบายเปลี่ยนมาใช้หลอดแอลอีดีตามถนนสายต่าง ๆ ตั้งแต่สองปีที่แล้ว และในปัจจุบันโครงการและบ้านจัดสรรใหม่ ๆ ก็เริ่มมาใช้เช่นกัน ส่วนการใช้งานบ้านพักอาศัยเริ่มมีให้เห็น ซึ่งก็มีผู้ผลิตบางรายทำหลอดแอลอีดีสำหรับที่อยู่อาศัยออกมาจำหน่ายแล้ว”
อาจารย์กชกร กล่าวต่อว่า ในอดีตหากพูดถึงหลอดไฟก็จะนึกถึงหลอดฟลูออเรสเซนต์ จากนั้นก็มาเป็นหลอดผอม จนปัจจุบัน คือหลอดแอลอีดี ซึ่งเมื่อ 2-3 ปีก่อนการแนะนำให้เจ้าของโครงการเปลี่ยนมาใช้หลอดแอลอีดี เป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากมีราคาสูง แต่ปัจจุบันราคาถูกลงตามความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเจ้าของโครงการหลาย ๆ รายเป็นผู้ระบุเองว่าต้องการใช้หลอดแอลอีดี เพราะความร้อนที่ออกมาจากหลอดน้อยมาก ลดการใช้ไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศ และอายุการใช้งานยาวนานถึง 11 ปี หรือ 1 แสนชั่วโมง
“การใช้หลอดแอลอีดีนอกจากการช่วยเรื่องประหยัดพลังงานแล้ว ยังช่วยสร้างบรรยากาศในการทำงาน โดยปัจจุบันองค์กรระดับโลกอย่างกูเกิลก็หันมาให้ความสำคัญกับไลท์ติ้ง ดีไซน์มากขึ้น สำหรับในประเทศไทยก็ถือว่าอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน มีหลาย ๆ องค์กรและหลายอาคารเปลี่ยนมาใช้หลอดแอลอีดี รวมถึงอาคารก่อสร้างใหม่ ๆ อย่างศูนย์การค้าสยามสแควร์ วัน หรือเอสคิว 1 ก็ได้ออกแบบให้ใช้หลอดแอลอีดีในส่วนของแลนด์สเคป หรือทางหน่วยงานของรัฐก็มีแผนเปลี่ยนมาใช้หลอดแอลอีดี อย่างเช่น อาคารศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ หรือ ตามถนนหลวงของกรมทางหลวงก็มีนโยบายเปลี่ยนมาใช้หลอดแอลอีดีตามถนนสายต่าง ๆ ตั้งแต่สองปีที่แล้ว และในปัจจุบันโครงการและบ้านจัดสรรใหม่ ๆ ก็เริ่มมาใช้เช่นกัน ส่วนการใช้งานบ้านพักอาศัยเริ่มมีให้เห็น ซึ่งก็มีผู้ผลิตบางรายทำหลอดแอลอีดีสำหรับที่อยู่อาศัยออกมาจำหน่ายแล้ว”
สำหรับในส่วนของหลอดโอแอลอีดีปัจจุบันในประเทศไทยมีใช้เฉพาะในธุรกิจเชิงพาณิชย์และโครงการอาคารต่าง ๆ ยังไม่มีการใช้ตามที่พักอาศัย รูปทรงหลอดสามารถโค้งมนได้เหมาะกับการใช้ในงานออกแบบในสถานที่ที่มีข้อจำกัด หรือต้องการความสวยงาม หากต้องการใช้งานต้องสั่งทำจากบริษัทผู้ผลิต ยังไม่มีวางขายตามท้องตลาด และราคายังสูงอยู่ แต่ในอนาคตหากได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เชื่อว่าราคาก็จะถูกลงแน่นอน
อย่างไรก็ตามในช่วงปลายปีนี้จะมีงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านแสงสว่างสำหรับผู้ประกอบการที่ใหญ่ในระดับภูมิภาคและเป็นครั้งแรกในไทยในชื่อ อีโคไลท์เทค เอเชีย 2013 (EcoLightTech Asia 2013) ระหว่างวันที่ 13-15 พ.ย. 56 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของไทย ในงานจะมีการจัดแสดงนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองการประหยัดพลังงานด้านแสงสว่างจากผู้ผลิตทั้งในและต่างประเทศ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.ecolight-tech.com
อย่างไรก็ตามในช่วงปลายปีนี้จะมีงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านแสงสว่างสำหรับผู้ประกอบการที่ใหญ่ในระดับภูมิภาคและเป็นครั้งแรกในไทยในชื่อ อีโคไลท์เทค เอเชีย 2013 (EcoLightTech Asia 2013) ระหว่างวันที่ 13-15 พ.ย. 56 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของไทย ในงานจะมีการจัดแสดงนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองการประหยัดพลังงานด้านแสงสว่างจากผู้ผลิตทั้งในและต่างประเทศ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.ecolight-tech.com
จิราวัฒน์ จารุพันธ์
JirawatJ@dailynews.co.th
JirawatJ@dailynews.co.th
วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
เทคโนโลยีกับการเปลี่ยนแปลงภาษในศรรษวรรคที่ 21 รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี
เทคโนโลยีกับการเปลี่ยนแปลงภาษในศรรษวรรคที่ 21 รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี
วันพุธ 21 สิงหาคม 2556 เวลา 00:00 น.
โลกเรามีภาษาที่ใช้กันอยู่มากกว่า 6,000 ภาษาทั่วโลก เมื่อโลกแคบลง มนุษย์เราก็ต้องการภาษากลางที่จะใช้ร่วมกันหรือตัวกลางที่จะช่วยให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่นมากที่สุด
วันนี้ผมจะพาคุณผู้อ่านมารู้จักกับเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นตัวกลางในการแปลภาษา ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถอำนวยความสะดวกให้คุณผู้อ่านหลาย ๆ คนได้
ก่อนอื่นผมขอไล่ประวัติศาสตร์ซักเล็กน้อย ในสมัยก่อนถ้าเราอยากจะแปลภาษาอะไร เราก็ต้องเปิดหนังสือพจนานุกรมเล่มหนา ๆ เพื่อแปลจากภาษานั้นมาเป็นภาษานี้ ต่อมามีการประดิษฐ์พจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์ที่พกพาง่าย หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า Talking Dict ช่วยให้การหาความหมายของคำศัพท์ต่าง ๆ รวดเร็วขึ้น แถมยังออกเสียงคำศัพท์เป็นภาษานั้น ๆ ให้ฟังอีกด้วย โดยในช่วงแรกจะมีข้อจำกัดตรงที่ว่ามันออกเสียงได้เป็นคำ ๆ ไป แต่ไม่สามารถออกเสียงประโยคยาว ๆ ได้ จนต่อมาก็มีคนพยายามเพิ่มขีดความสามารถให้ Talking Dict จนสามารถออกเสียงหลายคำต่อกันเป็นประโยคได้ แต่อย่างไรก็ตามแม้จะเร็วขึ้น แต่การจะมาแปลบทความยาว ๆ หรือหนังสือเป็นหน้า ๆ ด้วย Talking Dict นั้นก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย
ณ เวลานั้น ประจวบเหมาะกับการที่เทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเรามากขึ้น ในศตวรรษที่ 21 ที่ทุกบ้านทุกครัวเรือนเริ่มจะมีคอมพิวเตอร์ประจำบ้าน มีอินเทอร์เน็ตใช้ ทำให้การอ่านบทความข่าวสารเปลี่ยนจากอ่านบนหน้ากระดาษไปเป็นอ่านบนหน้าจอคอมพิวเตอร์มากขึ้น จากเมื่อก่อนที่จะอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษสักฉบับก็ต้องมี Talking Dict ติดตัวกดกันมือพัลวัน ไหน ๆ พอมาอ่านบนคอมพิวเตอร์แล้วก็เลยมีคนคิดโปรแกรมแปลภาษา อาทิ Google Translate ออกมา ทำให้กดคลิกเดียวสามารถแปลทั้งประโยคและเนื้อหาทั้งหน้าบนเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย
เห็นไหมครับว่าแม้แต่การแปลภาษาก็ค่อย ๆ มีความทันสมัยขึ้นเรื่อย ๆ แต่เพียงเท่านี้ก็ยังไม่เพียงพอ ถ้าเกิดเราบังเอิญเดินไปเจอป้ายบอกทางที่เป็นภาษาที่เราอ่านไม่ออกขึ้นมา เราจะรู้ความหมายของคำนั้น ๆ ได้อย่างไร ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัวเลยนะครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง ผมพูดและอ่านภาษาอังกฤษได้ แต่ในประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก เช่น ประเทศฝรั่งเศส ผมเข้าร้านอาหารไปเจอเมนูอาหารเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งต่อให้ผมหยิบ Talking Dict หรือโปรแกรม Google Translate บนมือถือขึ้นมา ผมก็ไม่รู้จะพิมพ์คำเหล่านั้นเข้าไปอย่างไร เพราะว่าผมอ่านมันไม่ออก แป้นพิมพ์ก็ไม่มีภาษานั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาคลาสสิกของนักเดินทางหลาย ๆ คนเลยทีเดียว ทำให้มีนักคอมพิวเตอร์ชาวสหรัฐชื่อ Otavio Good ได้คิดประดิษฐ์แอพพลิเคชั่นขึ้นมาตัวหนึ่งชื่อว่า Word Lens
Word Lens จะใช้กล้องและหน่วยประมวลผลของโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการตีความหมายของคำที่เขียนอยู่ในภาพแล้วแปลเป็นคำในภาษาที่เราต้องการให้ได้ในทันที (Real Time) ซึ่งไม่เพียงแค่แปลเท่านั้นแต่ Word Lens ยังใช้เทคโนโลยีโลกเสมือนผสานโลกจริง (Augmented Reality) โดยการแทนที่คำเดิมที่เราแปลไม่ออกที่ปรากฏอยู่ในภาพด้วยคำแปลที่โปรแกรมแปลมาให้ พูดง่าย ๆ ก็คือจากรูปภาพเมนูที่รายการอาหารเขียนด้วยภาษาฝรั่งเศสที่ผมถ่ายมาในตอนแรก Word Lens สามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นภาพเมนูเล่มเดิมที่รายการอาหารเขียนด้วยภาษาอังกฤษแทนได้นั่นเองครับ เพราะฉะนั้นเวลาผมเดินทางไปต่างประเทศ แค่ลงโปรแกรมนี้และเล็งกล้องในโทรศัพท์ไปที่ข้อความภาษาต่างประเทศนั้น ๆ เช่น ป้ายบนถนน หรือรายชื่ออาหารบนเมนู คำแปลก็จะปรากฏซ้อนขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์ทันที ซึ่งจากที่ผมได้ทดลองใช้ถือว่าใช้งานได้ดีเลยทีเดียว
เพราะฉะนั้นใครจะไปต่างประเทศ ลองหยิบเทคโนโลยีสมัยใหม่พวกนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ดูนะครับ ยิ่งเราจะเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอยู่แล้ว การจะเรียนภาษาอื่น ๆ ในเวลาไม่กี่ปีอาจจะไม่ทันแต่เราสามารถใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยในการติดต่อสื่อสารได้ เรียกว่าเอาเครื่องมือในโลกยุคปัจจุบัน มาประยุกต์เข้ากับความรู้ที่เรามี เพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั่นเองครับ.
วันนี้ผมจะพาคุณผู้อ่านมารู้จักกับเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นตัวกลางในการแปลภาษา ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถอำนวยความสะดวกให้คุณผู้อ่านหลาย ๆ คนได้
ก่อนอื่นผมขอไล่ประวัติศาสตร์ซักเล็กน้อย ในสมัยก่อนถ้าเราอยากจะแปลภาษาอะไร เราก็ต้องเปิดหนังสือพจนานุกรมเล่มหนา ๆ เพื่อแปลจากภาษานั้นมาเป็นภาษานี้ ต่อมามีการประดิษฐ์พจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์ที่พกพาง่าย หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า Talking Dict ช่วยให้การหาความหมายของคำศัพท์ต่าง ๆ รวดเร็วขึ้น แถมยังออกเสียงคำศัพท์เป็นภาษานั้น ๆ ให้ฟังอีกด้วย โดยในช่วงแรกจะมีข้อจำกัดตรงที่ว่ามันออกเสียงได้เป็นคำ ๆ ไป แต่ไม่สามารถออกเสียงประโยคยาว ๆ ได้ จนต่อมาก็มีคนพยายามเพิ่มขีดความสามารถให้ Talking Dict จนสามารถออกเสียงหลายคำต่อกันเป็นประโยคได้ แต่อย่างไรก็ตามแม้จะเร็วขึ้น แต่การจะมาแปลบทความยาว ๆ หรือหนังสือเป็นหน้า ๆ ด้วย Talking Dict นั้นก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย
ณ เวลานั้น ประจวบเหมาะกับการที่เทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเรามากขึ้น ในศตวรรษที่ 21 ที่ทุกบ้านทุกครัวเรือนเริ่มจะมีคอมพิวเตอร์ประจำบ้าน มีอินเทอร์เน็ตใช้ ทำให้การอ่านบทความข่าวสารเปลี่ยนจากอ่านบนหน้ากระดาษไปเป็นอ่านบนหน้าจอคอมพิวเตอร์มากขึ้น จากเมื่อก่อนที่จะอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษสักฉบับก็ต้องมี Talking Dict ติดตัวกดกันมือพัลวัน ไหน ๆ พอมาอ่านบนคอมพิวเตอร์แล้วก็เลยมีคนคิดโปรแกรมแปลภาษา อาทิ Google Translate ออกมา ทำให้กดคลิกเดียวสามารถแปลทั้งประโยคและเนื้อหาทั้งหน้าบนเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย
เห็นไหมครับว่าแม้แต่การแปลภาษาก็ค่อย ๆ มีความทันสมัยขึ้นเรื่อย ๆ แต่เพียงเท่านี้ก็ยังไม่เพียงพอ ถ้าเกิดเราบังเอิญเดินไปเจอป้ายบอกทางที่เป็นภาษาที่เราอ่านไม่ออกขึ้นมา เราจะรู้ความหมายของคำนั้น ๆ ได้อย่างไร ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัวเลยนะครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง ผมพูดและอ่านภาษาอังกฤษได้ แต่ในประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก เช่น ประเทศฝรั่งเศส ผมเข้าร้านอาหารไปเจอเมนูอาหารเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งต่อให้ผมหยิบ Talking Dict หรือโปรแกรม Google Translate บนมือถือขึ้นมา ผมก็ไม่รู้จะพิมพ์คำเหล่านั้นเข้าไปอย่างไร เพราะว่าผมอ่านมันไม่ออก แป้นพิมพ์ก็ไม่มีภาษานั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาคลาสสิกของนักเดินทางหลาย ๆ คนเลยทีเดียว ทำให้มีนักคอมพิวเตอร์ชาวสหรัฐชื่อ Otavio Good ได้คิดประดิษฐ์แอพพลิเคชั่นขึ้นมาตัวหนึ่งชื่อว่า Word Lens
Word Lens จะใช้กล้องและหน่วยประมวลผลของโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการตีความหมายของคำที่เขียนอยู่ในภาพแล้วแปลเป็นคำในภาษาที่เราต้องการให้ได้ในทันที (Real Time) ซึ่งไม่เพียงแค่แปลเท่านั้นแต่ Word Lens ยังใช้เทคโนโลยีโลกเสมือนผสานโลกจริง (Augmented Reality) โดยการแทนที่คำเดิมที่เราแปลไม่ออกที่ปรากฏอยู่ในภาพด้วยคำแปลที่โปรแกรมแปลมาให้ พูดง่าย ๆ ก็คือจากรูปภาพเมนูที่รายการอาหารเขียนด้วยภาษาฝรั่งเศสที่ผมถ่ายมาในตอนแรก Word Lens สามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นภาพเมนูเล่มเดิมที่รายการอาหารเขียนด้วยภาษาอังกฤษแทนได้นั่นเองครับ เพราะฉะนั้นเวลาผมเดินทางไปต่างประเทศ แค่ลงโปรแกรมนี้และเล็งกล้องในโทรศัพท์ไปที่ข้อความภาษาต่างประเทศนั้น ๆ เช่น ป้ายบนถนน หรือรายชื่ออาหารบนเมนู คำแปลก็จะปรากฏซ้อนขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์ทันที ซึ่งจากที่ผมได้ทดลองใช้ถือว่าใช้งานได้ดีเลยทีเดียว
เพราะฉะนั้นใครจะไปต่างประเทศ ลองหยิบเทคโนโลยีสมัยใหม่พวกนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ดูนะครับ ยิ่งเราจะเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอยู่แล้ว การจะเรียนภาษาอื่น ๆ ในเวลาไม่กี่ปีอาจจะไม่ทันแต่เราสามารถใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยในการติดต่อสื่อสารได้ เรียกว่าเอาเครื่องมือในโลกยุคปัจจุบัน มาประยุกต์เข้ากับความรู้ที่เรามี เพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั่นเองครับ.
ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช
หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)
วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต
chutisant.k@rsu.ac.th
หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)
วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต
chutisant.k@rsu.ac.th
สนุกดอทคอมเพิ่มคอนเทร์นใหม่รักษาแชมป์เว็บอันดับ1ของไทย
สนุกดอทคอมเพิ่มคอนเทร์นใหม่รักษาแชมป์เว็บอันดับ1ของไทย
พฤหัสบดี 5 กันยายน 2556 เวลา 00:00 น.
“สนุก” เร่งเพิ่มคอนเทนต์และบริการใหม่รักษาตำแหน่งเว็บไซต์ยอดนิยมอันดับหนึ่งของไทย เผยเน้นให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเว็บไซต์ได้ทุกที่ทุกเวลาจากทุกอุปกรณ์
นายกฤตธี มโนลีหกุล กรรมการผู้จัดการ ด้านธุรกิจเนื้อหาและบริการ บริษัท สนุก ออนไลน์ จำกัด ผู้ให้บริการเว็บพอร์ทัล (www.sanook.com) เปิดเผยว่า แนวทางการพัฒนาให้เว็บไซต์สนุกดอทคอมเป็นเว็บไซต์อันดับ 1 ต่อเนื่อง บริษัทจะเน้นการเพิ่มคอนเทนต์หรือเนื้อหาในเว็บไซต์ให้มีความหลากหลายและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ด้วยการจับมือกับพาร์ทเนอร์ต่าง ๆ เพื่อนำบริการและเนื้อหาใหม่มาให้บริการผู้เข้าเยี่ยมชม โดยจะมีการเพิ่มคอนเทนต์ข่าวภาษาอังกฤษในเว็บไซต์ช่วงต้นเดือน ก.ย.นี้ เพื่อดึงผู้ใช้งานชาวต่างประเทศ รวมถึงเนื้อหาสนุกทีวี เนื่องจากปัจจุบันคนส่วนใหญ่นิยมเข้ามาดูทีวีมากขึ้น นอกจากนี้ในส่วนของกีฬาฟุตบอลก็จะมีไฮไลต์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษเพิ่มเข้ามาซึ่งได้คุยรายละเอียดกับเจ้าของลิขสิทธิ์ในไทยแล้ว
“ปัจจุบันมีผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์สนุกดอทคอมประมาณ 16 ล้านยูนิเบราว์เซอร์ ต่อเดือน เป็นผลมาจากการเพิ่มคอนเทนต์ใหม่เข้ามาทั้งการจับมือกับช่อง 3 ครอบครัวข่าว 3 ช่อง 9 และรายการ ทรู อคาเดมี แฟนเทเชีย ซีซั่น 10 และคอนเทนต์ซุบซิบ ฯลฯ ส่วนคอนเทนต์ที่คนนิยมมากที่สุดอันดับหนึ่ง คือ ข่าวบันเทิง ซุบซิบ รองลงมาคือ กีฬา”
นายกฤตธี กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์สนุกดอทคอมทางโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนประมาณ 30% ในอนาคตคาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นอีกจากความนิยมสมาร์ทโฟนที่มากขึ้น รวมถึงการเปิดให้บริการ 3จี ทำให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือทำได้ง่ายขึ้น จึงได้วางตำแหน่งให้เว็บไซต์สนุกดอทคอมให้เป็นคอนเทนต์ที่ทางผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาจากทุกดีไวซ์ และให้สนุกดอทคอมเข้าไปอยู่ทุกช่วงเวลาของผู้ใช้งาน อาทิ เมื่ออยู่บ้านก็สามารถเข้าใช้งานจากคอมพิวเตอร์พีซี กำลังเดินทางไปทำงานอยู่บนรถไฟฟ้าก็เข้าดูได้จากโทรศัพท์มือถือ หรือแม้จะสังสรรค์อยู่กับเพื่อน ๆ ก็ยังสามารถติดตามข่าวสารได้.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)